วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2558

คู่มือบำรุงรักษา การตรวจเช็คระยะปรับลูกปืน (END PLAY CHECKING)

 เอามาจาก http://www.tbelco.com 
 ขอบคุณมากมายครับ ...

คู่มือบำรุงรักษา
การตรวจเช็คระยะปรับลูกปืน (END PLAY CHECKING)

 

ระยะการบำรุงรักษาเพลาล้อแม็กนั่ม

ค่าแรงขันสกรูต่าง ๆ

การปรับลูกปืนล้อ

มาตรฐานจารบี MAGNUM ตะกูล "แซดเอ็ม"

คุณสมบัติจาระบีฮีโน่ เอ็มพี-3

วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2558

10 ผักสวนครัวกินแล้วงอก ปลูกเป็นต้นใหม่ได้ง่าย ๆ


10 ผักสวนครัวกินแล้วงอก ปลูกเป็นต้นใหม่ได้ง่าย ๆ

 

เอามาจาก http://home.kapook.com/view100416.html .. ขอบคุณมากมายครับ


10 ผักสวนครัวกินแล้วงอก ปลูกเป็นต้นใหม่ได้ง่าย ๆ
10 ผักสวนครัวกินแล้วงอก ปลูกเป็นต้นใหม่ได้ง่าย ๆ

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          ผักสวนครัวสุดเจ๋ง ที่สามารถนำบางส่วนมาปลูกใหม่ได้ เรามาปลูกผักสวนครัวกินเองที่บ้าน แบบปลอดสารพิษกันเถอะ
         
เชื่อ ว่าหลายคนเคยลองนำรากหรือหน่อของผักสวนครัวไปปักดิน เพื่อหวังให้ผักชนิดนั้น ๆ เติบโตขึ้นมาเป็นผักสวนครัวภายในบ้านให้เรามีกินตลอดไป ซึ่งก็ไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายบางส่วนไปเท่านั้น แต่การมีแปลงผักสวนครัวในบ้านก็ยังเพิ่มกิจกรรมดี ๆ ให้ครอบครัวได้มีเวลาร่วมกันมากขึ้น ที่สำคัญทุกคนในบ้านยังได้กินผักปลอดสารพิษร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างแน่นอน แถมไม่ต้องเสียเวลาไปหาซื้อผักจากตลาดกันด้วย เอาล่ะ ! เกริ่นมาซะขนาดนี้ก็อยากแนะนำ 10 ผักสวนครัวที่กินแล้วสามารถนำไปปลูกต่อได้ใหม่ จะได้ลองปลูกผักสวนครัวภายในบ้านไว้กินกันนาน ๆ เนอะ
1. กระเทียม

          กระเทียมที่ถูกทิ้งไว้นาน ๆ มักจะงอกหน่อสีเขียวออกมาให้เห็น และคนส่วนมากก็มักจะคิดว่ากระเทียมเสียก็เลยนำไปโยนทิ้งซะอย่างนั้น ทั้งที่จริงแล้วหากเรานำกระเทียมไปแช่น้ำต่ออีกสักพัก รอให้หน่อสีเขียวงอกยาวพอประมาณ เราจะสามารถตัดเอาหน่อสีเขียว ๆ มากินได้ โดยรสชาติจะออกขมน้อยกว่ากระเทียม หรือจะตัดเอาไปผัดน้ำมันเหมือนผัดต้นหอมก็ได้นะคะ

2. หัวแครอท


          หัวแครอทที่ถูกเฉือนทิ้งสามารถนำมาแช่น้ำแล้วนำไปวางข้างหน้าต่างที่มีแดด ส่อง รอสักระยะจะมีต้นเขียว ๆ ลักษณะคล้ายผักชีงอกออกมา ซึ่งสามารถนำไปตกแต่งจานแทนผักชีได้เลยล่ะ

3. โหระพา

          หลังจากเด็ดใบโหระพาไปกินหมดแล้ว ให้นำก้านไปปักลงในกระบะทราย โดยผสมแกลบชื้น ๆ เข้าไปด้วย จากนั้นก็รดน้ำและดูแลต่อประมาณ 7 วัน รากของโหระพาจะงอกออกมา ทีนี้ก็ค่อยย้ายโหระพาไปปลูกลงแปลงในสวนที่บ้าน ส่วนการดูแลโหระพาก็รดน้ำพอชุ่มทุกวัน แต่อย่าให้น้ำขังก็พอ

4. กะเพรา

          กะเพราก็ปลูกง่ายไม่ต่างจากโหระพาเลยค่ะ เพียงแค่นำก้านที่ริดใบออกไปหมดแล้วไปปักลงในกระถางดินร่วน หรือจะลงแปลงปลูกลงในดินโดยตรงเลยก็ได้ หลังจากนั้นก็รดน้ำเช้าเย็นพอให้ชุ่ม ก็รอเวลาที่กะเพราจะงอกออกมาใหม่ได้เลยจ้า

5. ผักกาดหอม

          ก้านผักกาดหอมที่เหลืออยู่นิด ๆ ลองนำไปแช่น้ำให้ระดับน้ำสูงท่วมรากผักกาดประมาณ ½ นิ้ว จากนั้นนำโหลแช่ผักกาดหอมไปวางข้างหน้าต่างที่แดดส่องถึงประมาณ 2 อาทิตย์ ผักกาดหอมจะค่อย ๆ งอกออกมา แต่ถ้านานกว่านั้นประมาณ 3-4 อาทิตย์ ผักกาดหอมจะโตเต็มที่เหมือนซื้อมาใหม่เลย

10 ผักสวนครัวกินแล้วงอก ปลูกเป็นต้นใหม่ได้ง่าย ๆ
 

6. หอมหัวใหญ่

          ตัดเอาเฉพาะรากหัวหอมไปปักลงในกระถางดินร่วน รดน้ำเช้า-เย็นและรอประมาณ 2-3 สัปดาห์พอให้รากแข็งแรง คราวนี้ก็จัดการลงแปลงปลูกได้เลยจ้า

7. ต้นหอม

          ต้นหอมก็ใช้วิธีการแช่รากกับน้ำประมาณ 5 วัน พอให้รากขยายสาขาออกมาเยอะ ๆ พร้อมทั้งส่วนใบของต้นหอมก็จะงอกออกมาให้เราได้ตัดไปกินต่อ เห็นไหมล่ะว่าปลูกใหม่ง่ายนิดเดียวจริง ๆ

8. ขิง

          การปลูกขิงไม่ต่างจากหอมหัวใหญ่เลยสักนิดค่ะ แต่อาจจะต้องใช้เวลาปลูกนานประมาณ 2-3 เดือนถึงจะรากแน่นพอที่เจริญเติบโตต่อไปได้ แต่ถ้าจะให้เป็นแง่งจริงจังต้องรอนานประมาณ 10 เดือนขึ้นไปเลยทีเดียว

9. เห็ด
          ใครว่าเพาะเห็ดต้องใช้กรรมวิธีการซับซ้อน เพราะเพียงแค่ผสมดินกับกากกาแฟบดเข้าไปในปริมาณเท่า ๆ กัน จากนั้นก็นำเห็ดลงไปจิ้ม รดน้ำให้ชุ่มและปลูกในที่ชื้น รอประมาณ ​2-3 วันเห็ดก็จะงอกขึ้นมาใหม่ได้ง่าย ๆ

10. ผักชี

          หากไม่ได้นำรากผักชีไปโขลกเป็นส่วนผสมในอาหารก็นำมาแช่น้ำพอให้รากงอกขึ้นมา ยาวพอจะไปปักลงในกระถางได้ จากนั้นรดน้ำต่อไปอีก 2-3 สัปดาห์ เราก็จะมีต้นผักชีเอาไว้รับประทานแบบสดใหม่สุด ๆ


          ผัก สวนครัวที่กินกันเป็นประจำเหล่านี้ถ้าได้ปลูกเองที่บ้านก็คงมีกินมีใช้กัน เพลิน ๆ แบบไม่ต้องเสียเงินซื้อสักบาท ที่สำคัญลดความเสี่ยงจากสารเคมีสารพัดชนิดไปในตัวด้วยเนอะ

วิธีไล่จิ้งจก ออกจากบ้านแบบง่ายๆ




เอามาจาก http://khaosandee.blogspot.com/2015/06/blog-post_18.html



นายสัตวแพทย์อลงกรณ์ มหรรณพ สัตวแพทย์ช่วยราชการสำนักพระราชวัง ให้ความกระจ่างในเรื่องราวของจิ้งจกไว้อย่างน่าสนใจว่า ที่ไหนมีจิ้งจกชุกชุมหรือมีตุ๊กแกหลายตัว แสดงว่าสภาพแวดล้อมที่นั้นอยู่ในขั้นสะอาดปลอดภัยไร้มลภาวะเป็นพิษ ปัจจัยนี้จึงทำให้จิ้งจกและตุ๊กแกพากันออกหาอาหารประเภทแมลงกันเป็นจำนวนมาก เพราะเมื่อมีแมลงมาก ก็แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ตรงนั้นปลอดมลพิษอากาศบริสุทธิ์ และเป็นสถานที่ที่ค่อนข้างห่างไกลสารเคมี หรือยาฆ่าแมลงชนิดต่างๆ

หมออลงกรณ์ กล่าวด้วยว่า สัตว์เลื้อยคลานอย่างจิ้งจก ตุ๊กแก ถือเป็นสัตว์ที่มีวงจรชีวิตที่น่าสนใจ เป็นตัวกำจัดแมลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแมลงมีปีก เพื่อไม่ให้มีแมลงมากมายจนเกินไปนอกจากจิ้งจกแล้ว ก็ยังมีสัตว์เลื้อยคลานอย่างจิ้งเหลน กิ้งก่า ที่เป็นสัตว์นักล่าแมลงตามพื้นอีกด้วย สัตว์ประเภทนี้ถือเป็นตัวแปรในการควบคุมปริมาณของแมลงชั้นดี ที่คนไม่ควรไปทำร้ายหรือฆ่าทิ้ง เพราะนอกจากเป็นการไม่สมควรแล้ว ยังเป็นการตัดวงจรชีวิตของสัตว์เลื้อยคลานประเภทนี้อีกด้วย ดังนั้นหากรำคาญจิ้งจกหรือตุ๊กแกจริงๆ เนื่องจากชอบพากันออกมาก่อกวน ทำให้บ้านสกปรกแนะนำให้ใช้วิธีดังนี้

เกร็ดน่ารู้ วิธีไล่จิ้งจกแบบง่าย ๆ
1. ใช้ผ้าชุบน้ำมัน ก๊าดผสมน้ำ แล้วนำไปวางตามมุมอับ หรือจุดที่มีสัตว์เหล่านี้อยู่ชุกชม กลิ่นเหม็นของน้ำมันก๊าด จะเป็นตัวไล่ให้จิ้งจกตุ๊กแกไม่กล้าเข้าใกล้
2. ใช้การบูร ลูกเหม็น นำไปวางไว้ตามมุมอับก็ใช้ได้เช่นกัน
3. ใช้น้ำหรือปืนฉีดน้ำฉีดไปที่เท้าของจิ้งจก ตุ๊กแก น้ำจะเข้าไปแทนที่สูญญากาศใต้พังผืดบริเวณเท้า ทำให้มันหล่นลงมา วิธีนี้ก็สามารถไล่ได้อีกวิธีหนึ่ง
วิธีไล่จิ้งจกโดยการใช้สมุนไพร : ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้ได้ผลแน่นอน ไม่ต้องฆ่าและไม่ต้องใช้สารเคมีอีกด้วย มีวัตถุดิบและวิธีการทำดังนี้
สูตรไล่จิ้งจก : ใบสาบเสือ 1 ส่วน, ใบน้อยหน่า 1 ส่วน
วิธีทำ : นำใบสาบเสือและใบน้อยหน่าอย่างละเท่าๆ กัน ให้นำใบสาบเสือและใบน้อยหน่าที่ได้มาตำหรือสับเป็นชิ้นๆ ผสมให้เข้ากัน เพื่อให้ได้กลิ่นสาบจากวัตถุดิบดังกล่าวออกมาจากนั้นนำใบสาบเสือและใบ น้อยหน่าที่ตำผสมเข้ากัน แล้วมาห่อผ้าด้วยผ้าที่มีอากาศระบายเพื่อให้กลิ่นเหม็นสาบออกมา และสะดวกในการนำไปใช้ นำไปวางหรือแขวนไว้ในบริเวณที่มีจิ้งจกและตุ๊กแกอาศัยอยู่ จิ้งจกและตุ๊กแกก็จะไม่มาอาศัยอยู่ในบริเวณนั้นอีก
เป็นไงคะวิธีการไล่จิ้งจกให้ไม่มารบกวนเรา ง่ายมากเลยใช่มั้ยคะ ถ้าบ้านเพื่อนๆ มีปัญหาเกี่ยวกับจิ้งจกมากวนใจอยู่ล่ะก็ ลองนำวิธีเหล่านี้ไปใช้กับบ้านเพื่อนๆ ดูนะคะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก 

วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เกษตรผสมผสาน

เกษตรผสมผสาน

เอามาจาก ... ขอบคุณมากมายครับ

http://www.monmai.com/%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9C%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%99/


พอเพียง » ภูมิปัญญา » เกษตรผสมผสาน

เกษตรผสมผสาน


kasetpasomp ระบบเกษตรกรรมที่จะนำไปสู่การเกษตรยั่งยืน โดยมีรูปแบบที่ดำเนินการมีลักษณะใกล้เคียงกัน และทำให้ ผู้ปฏิบัติมีความสับสนในการให้ความหมายและวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง ได้แก่ระบบเกษตรผสมผสานและระบบไร่นาสวนผสม ในที่นี้จึงขอให้คำจำกัดความรวมทั้งความหมายของคำทั้ง 2 คำ ดังต่อไปนี้
ระบบเกษตรผสมผสาน (Integrated Farming System) เป็นระบบการเกษตรที่มีการเพาะปลูกพืชหรือการเลี้ยงสัตว์ต่าง ๆ ชนิดอยู่ในพื้นที่เดียวกันภายใต้การเกื้อกูล ประโยชน์ต่อกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยอาศัยหลักการอยู่รวมกันระหว่างพืช สัตว์ และสิ่งแวด ล้อมการอยู่รวมกันอาจจะอยู่ในรูปความสัมพันธ์ระหว่างพืชกับพืช พืชกับสัตว์ หรือสัตว์กับสัตว์ก็ได้ ระบบ เกษตรผสมผสานจะประสบผลสำเร็จได้ จะต้องมีการวางรูปแบบ และดำเนินการ โดยให้ความสำคัญต่อกิจกรรม แต่ละชนิดอย่างเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางกายภาพ เศรษฐกิจ สังคม มีการใช้แรงงาน เงินทุน ที่ดิน ปัจจัย การผลิตและทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนรู้จักนำวัสดุเหลือใช้จากการผลิตชนิดหนึ่งมาหมุน เวียนใช้ประโยชน์กับการผลิตอีกชนิดหนึ่งกับการผลิตอีกชนิดหนึ่งหรือหลายชนิด ภายในไร่นาแบบครบวงจร ตัวอย่างกิจกรรมดังกล่าว เช่น การเลี้ยงไก่ หรือสุกรบนบ่อปลา การเลี้ยงปลาในนาข้าว การเลี้ยงผึ้งในสวนผลไม้ เป็นต้น
รูปแบบของระบบเกษตรผสมผสาน
ระบบเกษตรผสมผสานนั้น ถึงแม้ว่าเกษตรกรจะมีการดำเนินการกันมาช้านานแล้วก็ตามแต่ลักษณะของการ ดำเนินการ ยังมีความแตกต่างกันไป แล้วแต่การจะนำองค์ประกอบต่าง ๆ มาผสมผสานกันมากน้อยแค่ไหน และผสมผสานในรูป รูปแบบใดก็ตามยังมีความหมายหลากหลาย การศึกษารายละเอียดเชิงวิชาการในด้านนี้ก็ยังมีไม่มาก เมื่อเปรียบเทียบ กับการศึกษาในด้านกิจกรรมเดี่ยว ๆ ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ หรือปลาก็ตาม ฉะนั้นการกำหนดรูปแบบดำเนินการเกษตร ผสมผสานก็จะมีหลายแบบเช่นกัน ทั้งนี้อาจจะยึดการแบ่งตามวิธีการดำเนินการลักษณะพื้นที่กิจกรรมที่ดำเนิน ทรัพ ยากร เป็นต้น ซึ่งพอที่จะกล่าวได้ดังนี้
1. แบ่งตามกิจกรรมที่ดำเนินการอยู่เป็นหลัก
1.1 ระบบเกษตรผสมผสานที่ยึดกิจกรรมพืชเป็นหลัก ซึ่งกิจกรรมที่ดำเนินการนี้จะมีพืชเป็นรายได้หลัก
1.2 ระบบเกษตรผสมผสานที่ยึดกิจกรรมเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก ซึ่งการดำเนินการเลี้ยงสัตว์จะเป็นรายได้หลัก
1.3 ระบบเกษตรผสมผสานที่ยึดกิจกรรมประมงเป็นหลัก ซึ่งจะมีกิจกรรมเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นรายได้หลัก
1.4 ระบบเกษตรผสมผสานแบบไร่นาป่าผสมหรือวนเกษตรเป็นระบบที่มีการจัดการป่าไม้เป็นหลักร่วมกับการเกษตร ทุกแขนง อาจประกอบด้วยการปลูกพืชเกษตรในสวนป่า การปลูกพืชเกษตรร่วมกับการเลี้ยงสัตว์ในสวนป่าระบบนี้มุ่ง หวังที่จะให้เป็นตัวกลางเพื่อผ่อนคลายความต้องการที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม กับความต้องการป่าไม้ เพื่อควบคุมสิ่ง แวดล้อมให้สามารถดำเนินควบคู่กันไปโดยคำนึงถึงสภาพทางสังคมเศรษฐกิจและ วัฒนธรรมประเพณี รวมทั้งช่วย พัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎรที่เกี่ยวข้อง ระบบวนเกษตรที่ดีควรสามารถเพิ่มการซึมซับน้ำ รักษาน้ำใต้ดิน ลดการสูญ เสียดิน ลักษณะพันธุ์พืชที่ใช้ควรเป็นทรงพุ่มเพื่อลดความรุนแรงของเม็ดฝนที่ตกกระทบ ผิวดินสามารถรักษาสภาพดุลย์ ของสภาวะแวดล้อมให้เหมาะสมกับพืชที่ปลูกร่วม เช่น บังร่มเงา พายุ ฝน อีกทั้งควบคุมสภาพความชุ่มชื้นและอุณหภูมิ ให้ดี พันธุ์ไม้ที่ปลูกควรมีรากลึกพอที่สามารถหมุนเวียนธาตุอาหารในระดับที่ลึก ขึ้นมาสู่บริเวณผิวดิน เป็นประโยชน์ต่อ พืชรากตื้นที่ปลูกร่วม โดยรวมทั้งระบบควรให้ผลตอบแทนแก่เกษตรกรหลายด้าน เช่น ผลผลิตในรูปอาหาร ยารักษา โรค ไม้ฟืน ไม้สร้างบ้านและรายได้ สิ่งสำคัญที่สุดควรเป็นระบบที่อนุรักษ์ดินและน้ำได้ดีปลูกได้หลายสภาพแวด ล้อม และง่ายต่อการปฏิบัติในสภาพของเกษตรกรวนเกษตรที่พอประยุกต์ใช้ในประเทศไทยมี อยู่ 3 ระบบใหญ่ คือ ระบบป่า ไม้-ไร่นา, ระบบป่าไม้-เลี้ยงสัตว์ และระบบเลี้ยงสัตว์-ป่าไม้-ไร่นา ซึ่งวิธีการนำแต่ละระบบไปประยุกต์ใช้ย่อมขึ้นอยู่กับ สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ของพื้นที่เป็นเกณฑ์
2. แบ่งตามวิธีการดำเนินการ
2.1 ระบบเกษตรผสมผสานที่มีการใช้สารเคมี ในระบบการผลิตจะมีการใช้สารเคมีในกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อจุดประสงค์ ให้ได้ผลผลิตและรายได้สูงสุด
2.2 ระบบการเกษตรอินทรีย์หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีทุกชนิด เช่น ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช ฮอร์โมน สารเคมีในอาหาร สัตว์ คำนึงถึงการสงวนรักษาอินทรีย์วัตถุในดินด้วยการปลูกพืชหมุนเวียนการปลูกพืช คลุมดิน ใช้ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมัก ใช้ เศษอินทรีย์วัตถุจากไร่นา มุ่งสร้างความแข็งแกร่งให้แก่พืชด้วยการบำรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ ผลผลิตที่ได้ก็จะอยู่ในรูป ปลอดสารพิษ
2.3 ระบบการเกษตรธรรมชาติ เป็นระบบการเกษตรที่ใช้หลักการจัดระบบการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ที่ประสาน ความ ร่วมมือกับธรรมชาติอย่างสอดคล้องและเกื้อกูลซึ่งกันและกัน งดเว้นกิจกรรมที่ไม่จำเป็นหลักใหญ่ ๆ ได้แก่ ไม่มีการ พรวนดิน ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่กำจัดวัชพืช ไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ทั้งนี้จะมีการปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดิน ใช้วัสดุเศษ พืชคลุมดิน อาศัยการควบคุมโรคแมลงศัตรูด้วยกลไกการควบคุมกันเองของสิ่งมีชีวิตตาม ธรรมชาติ การปลูกพืชใน ในสภาพแวดล้อมที่มีความสมดุลย์ทางนิเวศวิทยา
kasetpss
3. แบ่งตามประเภทของพืชสำคัญเป็นหลัก
3.1 ระบบเกษตรผสมผสานที่มีข้าวเป็นพืชหลัก พื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นที่นาทำการปลูกข้าวนาปีเป็นพืชหลักการผสม ผสานกิจกรรมเข้าไปให้เกื้อกูลอาจทำได้ทั้งในรูปแบบของพืช-พืชเช่นการปลูกพืช ตระกูลถั่ว พืชผัก พืชเศรษฐกิจอื่น ๆ ก่อนหรือหลังฤดูกาลทำนา อีกระบบหนึ่งที่นับได้ว่ามีความสำคัญเช่นกัน แต่ยังไม่ได้มีการกล่าวถึงมากนักในแง่ของการ เกษตรผสมผสาน แต่จะมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของเกษตรกรในช่วงเวลาที่ผ่านมาอยู่ค่อนข้าง มากและมีให้เห็นอยู่ทั่ว ๆ ไปในพื้นที่นาดอนอาศัยน้ำฝนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ระบบต้นไม้ในนาข้าว ต้นไม้เหล่านี้มีทั้งเป็นป่าดั้ง เดิม และเป็นป่าไม้ที่ชาวบ้านปลูกขึ้นใหม่หรือเกิดจากการแพร่พันธุ์ตามธรรมชาติ ภายหลังต้นไม้เหล่านี้จะอยู่ทั้งในนา บนคันนา ที่สูง เช่น จอมปลวก หรือบริเวณเถียงนา เป็นต้น ที่พบเห็นโดยทั่ว ๆ ไป ได้แก่ ยางนา ตะเคียนทอง กะบาก สะแบง ไม้รัง จามจุรี มะขาม มะม่วง เป็นต้น นับได้ว่าเป็นทรัพยากรเอนกประสงค์ใช้เป็นอาหารและยาแก่มนุษย์ อาหารสัตว์ เชื้อเพลิง ไม้ก่อสร้าง ไม้ใช้สอยขนาดเล็ก ผลิตภัณฑ์จากต้นไม้นำไปใช้ประโยชน์ เช่น น้ำยาง ทำคบไต้ ครั่ง เครื่องจุดไฟ ให้ร่มเงา นอกจากนี้ยังช่วยรักษาคันนาให้คงรูป สามรถเก็บกักน้ำ ทั้งนี้เนื่องด้วยดินโดยทั่วไปมีเนื้อดินเป็น ทราย มีโครงสร้างอ่อนแอ ไม่สามารถสร้างคันนาให้ทนทาน เว้นเสียแต่จะมีสิ่งมาเสริมหรือยึดไว้ ต้นไม้ยังใช้เป็นหลัก ที่เก็บฟางข้าวมาสุมไว้ สำหรับเอาไว้เลี้ยงสัตว์ในฤดูแล้ง ระบบพืชในนาข้าวที่นับว่าเป็นคู่สมพงษ์และมีความยั่งยืนมา ช้านาน ได้แก่การปลูกตาลร่วมกับระบบการปลูกข้าว ที่พบเห็นกันในพื้นที่บางส่วนของภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่างและ ภาคใต้ เป็นต้น เป็นลักษณะการปลูกต้นตาลบนคันนาเป็นส่วนใหญ่ และมีบางส่วนที่ต้นตาลขึ้นอยู่ในกระทงนา เกษตรกร ได้ทั้งผลผลิตข้าวและผลิตภัณฑ์จากตาล ซึ่งอาจอยู่ในรูปของน้ำหวานน้ำมาเคี่ยวเป็นน้ำตาล ผลตาลอ่อน ผลตาลแก่นำมา ทำขนมต่าง ๆ ได้ ต้นตาลที่มีอายุมาก ผลผลิตลดลง สามารถแปรสภาพเนื้อไม้มาใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้างได้ด้วย เช่น ทำเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ อีกรูปแบบหนึ่งที่ปัจจุบันมีการดำเนินการกันมากขึ้นในพื้นที่ภาคตะวันออก เฉียงเหนือได้แก่ การนำ ปลาเข้ามาร่วมระบบ ซึ่งทำได้ทั้งในลักษณะการเลี้ยงปลาในนาข้าว การผสมผสาน พืช-สัตว์-ปลา เช่น การแปรเปลี่ยน พื้นที่นาบางส่วนเป็นร่องสวนปลูกไม้ผลเลี้ยงปลาในร่องสวน เลี้ยงสัตว์ปีก โค โดยใช้เศษอาหารจากพืชต่าง ๆ ในฟาร์ม ให้เป็นอาหารสัตว์ได้ด้วย
3.2 ระบบเกษตรผสมผสานที่มีพืชไร่เป็นพืชหลัก การผสมผสานกิจกรรม พืช-พืช เช่น ลักษณะการปลูกพืชตระกูลถั่ว แซมในแถวพืชหลัก เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง ฝ้าย เป็นต้น สำหรับรูปแบบของกิจกรรม พืช-สัตว์ เช่น ปลูกพืชอาหาร สัตว์ต่าง ๆ ควบคู่กับการเลี้ยงโค การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เป็นต้น
3.3 ระบบเกษตรผสมผสานที่มีไม้ผล ไม้ยืนต้น เป็นพืชหลัก การผสมผสานกิจกรรม พืช-พืช เช่น การใช้ไม้ผลต่างชนิด ปลูกแซม เช่น ในกรณีโกโก้แซมในสวนมะพร้าว การปลูกพืชตระกูลถั่วในแถวไม้ผลยืนต้น การปลูกพืชต่างระดับ เป็นต้น รูปแบบกิจกรรม พืช-สัตว์ โดยการเลี้ยงสัตว์ เช่น โคในสวนไม้ผล สวนยางพารา การปลูกพืชอาหารสัตว์ในแถวไม้ผล ไม้ยืนต้น แล้วเลี้ยงโคควบคู่จะมีการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน
kasetps
4. แบ่งตามลักษณะของสภาพพื้นที่เป็นตัวกำหนด
4.1 ระบบเกษตรผสมผสานในพื้นที่สูง ลักษณะของพื้นที่จะอยู่ในที่ของภูเขาซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ป่าแต่ได้ถูกหัก ล้างถางพง มาทำพืชเศรษฐกิจและพืชยังชีพต่าง ๆ ส่วนใหญ่พื้นที่มีความลาดชันระหว่าง 10-50% ดั้งเดิมเกษตรกรจะปลูกพืชใน ลักษณะเชิงเดี่ยวอายุสั้น เช่น ข้าว ข้าวโพด พืชตระกูลถั่ว ผักต่าง ๆ ซึ่งมักจะเกิดปัญหาของการทำลายทรัพยากรธรรม ชาติและสิ่งแวดล้อม มีการชะล้างหน้าดินสูง ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลงรวดเร็ว มีผลกระทบต่อผลผลิตพืชใน ระยะยาว ฉะนั้น รูปแบบของการทำการเกษตรผสมผสานจะช่วยรักษาหรือชะลอความสูญเสียลงได้ระดับ หนึ่ง การ ดำเนินการอาจทำในรูปของวนเกษตร การปลูกไม้ผลไม้เมืองหนาวชนิดต่าง ๆ ผสมผสาน เช่น ได้มีการศึกษาระบบพืช แซมของไม้ผลเมืองหนาว ได้แก่ บ๊วยแซมด้วยท้อ บ๊วยแซมด้วยพลับ พลับแซมด้วยท้อ และพลับแซมด้วยพลับ ทั้งนี้ การจัดการดินโดยทำขั้นบันได เพื่อลดการพังทะลายของดินพร้อมทั้งทำการปลูกหญ้าแฝกตามขอบบันได ผลการศึกษา ในระยะแรกขณะที่ไม้ผลยังไม่ให้ผลผลิต ได้นำพืชอายุสั้นปลูกในแถวไม้ผล ได้แก่ ถั่วแดง และข้าวไร่ ซึ่งได้ผลผลิตถั่ว แดง 82 กก./ไร่ ข้าวไร่เจ้าฮ่อ และข้าวเจ้าอาข่า ให้ผลผลิต 302 และ 319 กก./ไร่ ตามลำดับ นอกจากนี้การเจริญ เติบโตของแฝกค่อนข้างดี มีใบแฝกปริมาณมาก ซึ่งจะทำการเกี่ยวใบแฝกแล้วนำมากองเป็นระยะในระหว่างขั้นบันได และให้สลายตัวใช้เป็นปุ๋ยหมักและเพิ่มอินทรีย์วัตถุ เกิดประโยชน์ต่อไม้ผลหลัก มีการศึกษาในรูปแบบอื่น ๆ ที่เหมาะสม ได้แก่ การผสมผสานระบบปลูกพืชร่วมกับแถบไม้พุ่ม (Alley Cropping) หรือแถบหญ้า (Grass Strip Cropping) ตามแนวระดับในพื้นที่ความลาดชัน 10-50% ตัวอย่างของไม้แถบ เช่น กระถิน แคฝรั่ง แคบ้าน ถั่วมะแฮะ ครามป่า ต้นเสียว เป็นต้น สำหรับพืชแซมในแถวไม้พุ่ม ได้แก่ พืชตระกูลถั่ว พืชอาหารสัตว์ เช่น ถั่วดำ ถั่วเล็บมือนาง ถั่วแปบ ถั่วนิ้วนางแดง ถั่วเหลือง ถั่วลิสง หญ้ารูซี่ เนเปียร์ กินี บาเฮีย แฝกหอม เป็นต้น
4.2 ระบบเกษตรผสมผสานในพื้นที่ราบเชิงเขา พื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นที่ดอนอาศัยน้ำฝน มีการปลูกพืชไร่ชนิดต่าง ๆ เป็นหลัก รองลงมาจะเป็นไม้ผลยืนต้น ข้าวไร่ การจัดการในรูปผสมผสาน ได้แก่ การปลูกไม้ผลไม้ยืนต้น ตลอดจนไม้ใช้สอยร่วมกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในด้านผลผลิต รายได้ ตลอดจนสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติดีขึ้นได้ การปลูก พืชเศรษฐกิจแซมด้วยพืชอาหารสัตว์ ซึ่งมีรายงานผลการดำเนินการปลูกข้าวไร่แซมด้วยพืชอาหารสัตว์พวกเซ็นโตรซีมา และแกรมสไตโล จะทำให้ทั้งผลผลิตข้าวและถั่วต่าง ๆ ซึ่งใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ต่อไป การปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชไร่ เศรษฐกิจอายุสั้น หรือข้าวไร่บางส่วน มาทำกิจกรรมการเลี้ยงสัตว์และปลูกพืชอาหารสัตว์ประเภทต่าง ๆ ควบคู่กันไป จะเป็นการสร้างความหลากหลายของระบบได้มากขึ้นและช่วยลดความเสี่ยง
4.3 ระบบเกษตรผสมผสานในพื้นที่ดอน โดยทั่วไปในพื้นที่ดอนจะมีการปลูกพืชไร่เศรษฐกิจต่าง ๆ เชิงเดี่ยวเป็นหลัก ลักษณะของการทำการเกษตรผสมผสานอาจทำได้หลายรูปแบบ เช่น ลักษณะการปลูกพืชแซม โดยใช้พืชตระกูลถั่วแซม ในแถวพืชหลักต่าง ๆ เช่น ข้าวโพด ฝ้าย มันสำปะหลัง ฯลฯ การเปลี่ยนพื้นที่เป็นไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ใช้สอยผสมผสาน และอาจจะมีพืชตระกูลถั่วแซมในแถวพืชหลักในระยะแรก ๆ อีกแนวทางหนึ่ง ได้แก่ การใช้พื้นที่มาดำเนินการเลี้ยง ปศุสัตว์ เช่น โค และปลูกพืชอาหารสัตว์ควบคู่กันไป เป็นต้น
4.4 ระบบเกษตรผสมผสานในพื้นที่ราบลุ่ม พื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นนาข้าวแบบแผนการปลูกพืชส่วนใหญ่จะเป็นข้าว อย่างเดียว ข้าว-ข้าว, ข้าว-พืชไร่เศรษฐกิจ, ข้าว-พืชผักเศรษฐกิจ, พืชผัก-ข้าว-พืชไร่, พืชไร่-ข้าว-พืชไร่ เป็นต้น การจะปลูกพืชได้มากครั้งในรอบปีขึ้นอยู่กับระบบการชลประทานเป็นหลัก การเกษตรแบบผสมผสานในพื้นที่นี้จะมี รูปแบบและกิจกรรมที่ดำเนินการเช่นเดียวกับที่กล่าวไว้แล้วในข้อ 3.1 (ระบบเกษตรผสมผสานที่มีข้าวเป็นพืชหลัก) สำหรับในพื้นที่ที่มีระดับน้ำสูง นอกจากจะทำการปลูกข้าวขึ้นน้ำแล้ว ยังมีลู่ทางพัฒนาและปรับเปลี่ยนพื้นที่เพื่อทำ กิจกรรมการเลี้ยงปลาในบ่อได้ด้วยรูปแบบการเกษตรผสมผสานหลัก ๆ ตามที่กล่าวมาแล้วนี้ยังอาจแบ่งย่อยออกไปได้อีกหลายรูปแบบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้หลักการอะไรมาเป็นตัวกำหนด ซึ่งจะมีความคิดหลากหลายแตกต่างกันไป เช่น การใช้ลักษณะของทรัพยากรน้ำเป็นตัวกำหนดก็จะมีรูปแบบเกษตรผสมผสานแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ เกษตรผสมผสาน ในพื้นที่เขตใช้น้ำฝนและเกษตรผสมผสานในพื้นที่เขตชลประทาน นอกจากนี้ในเขตชลประทานก็สามารถแบ่งเป็นกลุ่ม ย่อยได้อีกตามระบบของชลประทาน คือ ชลประทานที่มีเขื่อนกักเก็บน้ำและมีคลองส่งน้ำไปในไร่-นาชลประทานโดย การสูบน้ำด้วยไฟฟ้าจากแหล่งน้ำ ระบบบ่อบาดาลน้ำตื้น น้ำลึก ตลอดจนระบบการใช้น้ำหยด เป็นต้น นอกจากนี้ การใช้ คุณสมบัติของดินเป็นตัวกำหนด ก็จะสามารถกำหนดรูปแบบของการเกษตรผสมผสานได้ดังนี้ คือ เกษตรผสมผสานใน พื้นที่ดินเปรี้ยว พื้นที่ดินเค็ม พื้นที่ดินด่าง และพื้นที่ดินพรุ เป็นต้น ถึงแม้จะมีการแบ่งรูปแบบการเกษตรผสมผสานได้ หลายอย่าง แต่การดำเนินการตามกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งประกอบด้วย พืช-พืช พืช-สัตว พืช-ปลา สัตว์-ปลาและพืช-สัตว์- ปลา จะมีลักษณะเป็นไปในทำนองเดียวกัน แล้วแต่ว่าในรูปแบบต่าง ๆ จะมีศักยภาพในการดำเนินการมากน้อยแตกต่าง กันออกไปตามลักษณะพื้นที่ ทรัพยากร และสภาพเศรษฐกิจ สังคม อย่างไรก็ตามการที่จะนำองค์ประกอบด้าน พืช สัตว์ ประมง มาดำเนินการผสมผสานเข้าด้วยกันในระบบการเกษตรนั้น ย่อมที่จะมีทั้งปฏิสัมพันธ์เชิงเกื้อกูลและเชิงแข่งขัน ทำลายกัน ซึ่งพอที่จะกล่าวได้ดังนี้
kasetpsp
เกษตรผสมผสานที่มีปฏิสัมพันธ์เชิงเกื้อกูล
1. เกื้อกูลกันระหว่างพืชกับพืช
  • พืชตระกูลถั่วช่วยตรึงธาตุไนโตรเจนให้กับพืชชนิดอื่น
  • พืชยืนต้นให้ร่มเงากับพืชที่ต้องการแสงแดดน้อย เช่น กาแฟ โกโก้ ชา สมุนไพร ฯลฯ
  • พืชเป็นอาหารและที่อยู่อาศัยให้กับแมลงศัตรูธรรมชาติ เพื่อช่วยกำจัดศัตรูพืชไม่ให้เกิดระบาดกับพืชชนิดอื่น ๆ เช่น การปลูกถั่วลิสงระหว่างแถวในแปลงข้าวโพด จะช่วยให้แมลงศัตรูธรรมชาติได้มาอาศัยอยู่ในถั่วลิสงมาก และจะช่วยกำจัดแมลงศัตรูของข้าวโพด
  • พืชยืนต้นเป็นที่อยู่อาศัยและอาหารแก่พืชประเภทเถาและกาฝาก เช่น พริกไทย พลู ดีปลี กล้วยไม้ ฯลฯ
  • พืชที่ปลูกแซมระหว่างแถวพืชหลัก จะช่วยป้องกันไม่ให้วัชพืชขึ้นแย่งอาหารกับพืชหลักที่ปลูก เช่น การปลูกพืช ตระกูลถั่วเศรษฐกิจในแถวข้าวโพด มันสำปะหลัง ฝ้าย เป็นต้น
  • พืชแซมระหว่างแถวไม้ยืนต้นในระยะเริ่มปลูกจะช่วยบังลมบังแดด และเก็บความชื้นในดินให้กับพืชยืนต้น เช่น การปลูกกล้วยแซมในแถวไม้ผลต่าง ๆ ในแถวยางพารา เป็นต้น
  • พืชช่วยไล่และทำลายแมลงศัตรูพืชไม่ให้เข้ามาทำลายพืชที่ต้องการอารักขา เช่น ตะไคร้หอม ถั่วลิสง ดาวเรือง แมงลัก โหระพา หม้อข้าวหม้อแกงลิง ฯลฯ
2. เกื้อกูลกันระหว่างพืช สัตว์ ประมง
  • เศษเหลือของพืชจากการบริโภคของมนุษย์ใช้เป็นอาหารสัตว์และปลา
  • พืชยืนต้นช่วยบังลม บังแดด บังฝน ให้กับสัตว์
  • พืชสมุนไพรเป็นยารักษาโรคให้กับสัตว์
  • ปลาช่วยกินแมลงศัตรูพืช วัชพืช ให้กับพืชที่ปลูกในสภาพน้ำท่วมขัง เช่น ข้าว
  • ปลาช่วยให้อินทรีย์วัตถุกับพืช จากการถ่ายมูลตกตะกอนในบ่อเลี้ยงปลา ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นปุ๋ยกับพืชได้
  • ห่าน เป็ด แพะ วัว ควาย ฯลฯ ช่วยกำจัดวัชพืชในสวนไม้ผล ไม้ยืนต้น
  • มูลสัตว์ทุกชนิดใช้เป็นปุ๋ยกับพืช
  • ผึ้งช่วยผสมเกสรในการติดผลของพืช
  • แมลงที่เป็นประโยชน์หลายชนิดได้อาศัยพืชเป็นอาหารและที่อยู่อาศัย
  • จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายซากพืชและสัตว์ให้กลับกลายเป็นปุ๋ย
  • แมลงศัตรูธรรมชาติหลายชนิด ช่วยควบคุมประชากรแมลงศัตรูพืชไม่ให้ขยายพันธุ์มากจนเกิดการแพร่ระบาด ต่อพืชที่ปลูก


เกษตรผสมผสานที่มีปฏิสัมพันธ์เชิงแข่งขันทำลาย

1. แข่งขันทำลายระหว่างพืชกับพืช
  • พืชแย่งอาหาร น้ำและแสงแดด กับพืชอื่น เช่น การปลูกยูคาลิปตัสร่วมกับพืชไร่และข้าว ซึ่งมีการศึกษาพบว่า ยูคาลิปตัสแย่งน้ำธาตุอาหารจากต้นปอและข้าว เป็นต้น มีผลทำให้พืชเหล่านั้นได้ผลผลิตลดลง
  • พืชเป็นอาหารและที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องของศัตรูพืชและพืชในนิเวศน์ เดียวกัน เช่น ข้าวโพดเป็นพืชอาศัยของ หนอนเจาะสมออเมริกันและเพลี้ยอ่อนของฝ้าย
2. แข่งขันทำลายระหว่างพืช สัตว์ ประมง


  • การเลี้ยงสัตว์จำนวนมากเกินไป จะให้ปริมาณพืชทั้งในสภาพที่ปลูกไว้และในสภาพธรรมชาติไม่เพียงพอ เกิดความไม่สมดุลย์ ซึ่งจะมีผลต่อสภาพแวดล้อมเสื่อมลงได้
  • มูลสัตว์จากการเลี้ยงสัตว์มีจำนวนมากเกินไป เช่น การเลี้ยงหมูมากเกินไปมีการจัดการไม่ดีพอ จะเกิดมลพิษต่อ ทรัพยากรธรรมชาติรอบด้านทั้งในเรื่องของน้ำเสีย อากาศเป็นพิษหรือการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในหลายท้องที่ก็ประสบ ปัญหาเกิดภาวะน้ำเน่าเสีย เป็นต้น
  • การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชจะเกิดพิษตกค้างในน้ำ และผลิตผลที่เป็นพิษต่อสัตว์และปลา
  • การปลูกพืชเพื่อให้ผลผลิตอย่างใดอย่างหนึ่งสูงสุด กำไรสูงสุด โดยมีการใช้ปัจจัยการผลิตหลายด้านรวมทั้ง สารเคมีต่าง ๆ จะมีผลทำให้สภาพแวดล้อมของสัตว์ที่เป็นประโยชน์ เช่น แมลงศัตรูธรรมชาติลดจำนวนลง เปิด โอกาสให้ศัตรูพืชเพิ่มปริมาณขึ้นและจะทำความเสียหายให้แก่พืชปลูก

v